ปฏิทินเศรษฐกิจ เรื่องสำคัญของตลาด Forex  และจุดเด่นที่นักเทรดมือใหม่ต้องรู้

ความหมายและความสำคัญของคำศัพท์ ที่ retail Trade  มือใหม่จะต้องรู้ ก็คือ ความหมายของคำว่า Forex และความหมายของคำว่า โบรกเกอร์ แน่นอนว่าทั้งสองส่วนนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งถ้าหากนักเทรดเดอร์มือใหม่จะมาลองในตลาดหุ้นซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเหล่านี้ยังมีสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมากมาย  นอกจากนี้คือ เรื่องของ ปฏิทินเศรษฐกิจ  เป็นเรื่องที่สำคัญ  เพราะมันจะทำให้คุณมองเห็นทิศทางการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลก  ซึ่งเป็นปัจจัยหยึ่งที่มีผลต่อความผันผวนของค่าเงินนั่นเอง  การลงทุนในตลาดนี้มีข้อดีมากมายแม้ว่าค่าเงินจะมีความผันผวนและมีความเสี่ยงในการลงทุน  เพื่อให้คุณเข้าใจตลาด Forex มากยิ่งขึ้นเราจึงได้สรุปลักษณะเด่นของตลาด ซื้อขาย แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายๆดังนี้

 

  • ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ได้เพียงซื้อขายกันในประเทศไทยเท่านั้น ฉันตลาดนี้เปิดทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงยกเว้นวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการในส่วนของการซื้อขาย จะสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดในตอนเช้าในออสเตรเลีย เอเชีย  ยุโรป  และจนถึงชั่วโมงสุดท้ายของการทำงานของอเมริกา
  • เนื่องจากมีคนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบนี้เป็นจำนวนมากจึงทำให้มีสภาพคล่องสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในแบบอื่นๆ
  • การแลกเปลี่ยนซื้อขายในตลาดนี้ถือว่าค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีปัจจัยแวดล้อมรอบตัวที่จะมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงสูงมาก ดังนั้น จึงถือว่าเป็นตลาดที่จะทำให้สามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ดังนั้น การดูปฏิทินเศรษฐกิจ จึงเป็นเหมือนไกด์ไลน์ในการเทรดของคุณเลยล่ะ
  • ใน 1 คู่สกุลเงินนักลงทุนสามารถเปิดได้ทั้งสถานะซื้อถ้าหากคาดการณ์แล้วว่าราคาจะสูงขึ้นและสามารถเปิดสถานะขายได้ถ้าหากคาดการณ์แล้วว่าราคาจะลดลงดังนั้นใน 1 คู่สกุลเงินจึงมีโอกาสที่เราจะทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
  •   Leverage  เป็นตัวแปรที่สำคัญที่จะสามารถทำให้เราได้กำไรสูงในขณะที่ใช้เงินลงทุนต่ำแต่ในขณะเดียวกัน  Leverage ก็สามารถทำให้เรามีโอกาสขาดทุนได้สูงมากเช่นเดียวกัน
  •  ตลาด Forex ถือได้ว่าค่าธรรมเนียมการซื้อขายต่ำกว่ามากและยังมีอีกหลายโบรกเกอร์ที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมในการซื้อขายด้วยซ้ำแต่จะคิดค่าบริการจากส่วนต่างๆแทน เช่นส่วนต่างราคา bid / ask หรือในภาษาตลาดหุ้นนี้เรียกว่า spread ซึ่งคู่สกุลเงินที่มีการซื้อขายมากก็จะมี spread แคบมากตามไปด้วย